วันที่ 8 มกราคม 2567 ณ ห้องประชุมพุทธมนต์โชติคุณ ชั้น 5 อาคารสิริเวซรักษ์ โรงพยาบาลน่าน ดร.ปรีชวิชญ์ พรมจักร กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดอบรมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน จังหวัดน่าน โดยมีนายแพทย์ซรินทร์ ดีปีนตา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธี จากสถานการณ์ผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ที่มาด้วยระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินหรือEmergency Medical System (EMS) ของจังหวัดน่าน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 มีจำนวนรับแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินและได้รับปฏิบัติการกู้ชีพกว่า 21,379 ครั้ง และมีจำนวนผู้ป่วยฉุกเฉิน/ที่มาด้วยระบบบริการ การแพทย์ฉุกเฉิน กว่าจำนวน 21,379 ราย และแจ้งเหตุผ่านหมายเลข 1669 ร้อยละ 91.43 จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินในจังหวัดน่านจำนวนมากมาด้วยระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งจำเป็นต้องมีชุดปฏิบัติการฉุกเฉินที่เพียงพอมีขีดความสามารถในการดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินทุกคนได้รับปฏิบัติการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิผลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมจากความสำคัญดังกล่าวข้างต้น อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ (อฉพ.) จึงต้องได้รับการพัฒนาสมรรถะ ทักษะ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน และสามารถปฏิบัติงานได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกำหนด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน ในฐานะองค์กรฝึกอบรมระดับจังหวัดจึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน จังหวัดน่าน ปีงบประมาณ 2567 กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์รายใหม่ จากพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองน่าน ภูเพียงเวียงสา นาหมื่น สองแคว นาน้อย เชียงกลาง และบ่อเกลือ ระหว่างวันที่ 8 - 12 มกราคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินทุกคน ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิผลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และผลิตธำรงรักษาและพัฒนาขีดความสามารถอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ (อฉพ .) ในจังหวัดน่านให้เพียงพอและมีสมรรถะตามเกณฑ์มาตรฐานของอนุคณะกรรมการรับรององค์กรและหลักสูตรการศึกษาหรือฝึกอบรมผู้ปฏิบัติการและการให้ประกาศนียบัตรหรือเครื่องหมายวิทยฐานะแก่ผู้ผ่านการศึกษาหรือฝึกอบรม (อศป.) ภายใต้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรและระบบส่งต่อ
นพ.ชรินทร์ ดีปีนตา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน กล่าวว่าระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินถือเป็นการระดมทรัพยากรในพื้นที่ให้สามารถช่วยเหลือผู้ที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน ทั้งในภาวะปกติและในภาวะภัยพิบัติ โดยมีระบบการรับแจ้งเหตุ, ระบบการเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ,ระบบการลำเลียงขนย้ายและการส่งผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลที่เหมาะสมได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐานและรวดเร็วตลอด๒๔ ชั่วโมง ทีมอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์รายใหม่ ถือเป็นบุคคลด่านหน้า ที่มีความสำคัญในการเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ เพราะช่วงเวลาก่อนนำส่งโรงพยาบาล ถือว่าเป็นช่วงเวลาทอง (Golden Hour) ของการรักษาพยาบาลที่ ช่วยลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตผู้ป่วยในพื้นที่ได้ การเตรียมความพร้อมด้านความรู้ ความสามารถของทีมงาน ความพร้อมของวัสดุอุปกรณ์ ภาคีชีพกู้ภัยและการสื่อสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับบริการที่ดี มีความปลอดภัยและทันเวลา