นายนพพร เรืองสว่าง กล่าวในงานแถลงข่าวประจำเดือนกรกฎาคม 2567 เรื่องขอเชิญร่วมงานและร่วมทำบุญประเพณีใส่บาตรเทียน หนึ่งเดียวในโลกของชาวอำเภอเวียงสา วันที่ 22 กรกฎาคม 2567 แรม 2 ค่ำ เดือน 8 (เดือน 10 เหนือ) หรือหลังวันเข้าพรรษา 1 วัน ในงานประเพณีใส่บาตรเทียน ณ วัดบุญยืนพระอารามหลวง อ.เวียงสา จ.น่าน ประเพณีเก่าแก่ที่อยู่คู่ชาวเวียงสามาช้านาน ในยุคโบราณที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ พระภิกษุสามเณรทุกรูปในเวียงสา ได้กำหนดเอาวันแรม 2 ค่ำ เดือน 8 (หรือเดือน 10 เหนือ) หรือหลังวันเข้าพรรษา 1 วัน จัดพิธีสูมาคารวะหรือพิธีขอขมาแก่เจ้าคณะอำเภอและพระชั้นผู้ใหญ่ขึ้น ในขณะที่พุทธบริษัททั้งหลายต่างก็ถือเอาวันเดียวกันนี้ นำเทียนและดอกไม้มาถวายแก่พระภิกษุ-สามเณร เพื่อให้ได้มีแสงสว่างไว้ปฏิบัติศาสนกิจและศึกษาพระธรรมวินัยในยามค่ำคืน ซึ่งสอดคล้องกับพุทธบัญญัติที่ให้ญาติโยมได้ถวายเทียนให้กับพระภิกษุ - สามเณร ประเพณีใส่บาตรเทียน ถือเป็นประเพณีที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งอยู่คู่กับชาวอำเภอเวียงสามาเป็นเวลาช้านาน เพราะเป็นประเพณีที่มีทั้งฝ่ายพระสงฆ์ และคฤหัสถ์ใส่บาตรร่วมกัน ที่อื่นปรากฏเฉพาะคฤหัสถ์ใส่บาตรพระเพียงอย่างเดียว จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะช่วยกันรักษาประเพณีนี้ไว้ให้อยู่คู่กับชาวอำเภอเวียงสา สืบไป ( ใส่บาตรเทียน เริ่มเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ) ประเพณีใส่บาตรเทียนเป็นการรวมตัวของเหล่าพระภิกษุสามเณรทั้งหมดในอำเภอเวียงสา(กว่า 1,000 รูป) และพุทธศาสนิกชนจะนำเทียน ดอกไม้ น้ำสัมป่อย น้ำอบ น้ำหอม มาใส่ลงในภาชนะที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ภายในพระอุโบสถแล้วฆราวาสก็จะพร้อมใจกันนำอาหารมาถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุ-สามเณรหลังพระฉันเรียบร้อยแล้วชาวบ้านจะร่วมกันกินอาหารกลางวันจากนั้นในช่วงของพิธีใส่บาตรเทียนซึ่งพระภิกษุ-สามเณรจะค่อยเดินออกมาจากโบสถ์นำเทียนมาใส่ในบาตรที่ตั้งอยู่บนผ้าอาบน้ำฝนบนโต๊ะยาวหน้าโบสถ์ ที่มีทั้งหมด 69 จุด(แทนจำนวน 68 วัดส่วนอีก1 จุดนับรวมแทน 11 ที่พักสงฆ์ในอำเภอเวียงสา) เมื่อพระ-เณรนำใส่บาตรจนเสร็จสิ้นก็ถึงคราวของเหล่าพุทธบริษัทที่จะนำเทียนและดอกไม้ที่เตรียมมาเดินใส่บาตรเทียนกันเป็นแถวยาวด้วยใบหน้าอิ่มเอิบเปี่ยมศรัทธาโดยชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมตักบาตรจำนวน 99 เล่มตามความเชื่อในเรื่องของเลขมงคล หลังเสร็จสิ้นจากการนำเทียนใส่บาตร พระภิกษุ-สามเณรจะเดินกลับเข้าในโบสถ์อีกครั้ง เพื่อทำพิธีสูมาคารวะแก่พร 5 โกฐากส์ได้แก่ พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ร่วมด้วยพระกรรมฐานและพระอาจารย์ผู้สอนกรรมฐานรวมถึงการขอขมาแก่เจ้าคณะอำเภอและพระเถระชันผู้ใหญ่ผู้มีอายุ มากกาลตามลำคับ จากนั้นกระบวนการสุดท้ายพระภิกษุเณรจะแบ่งเทียนและดอกไม้นำห่อด้วยผ้าสบงนำกลับวัดของตนเอง เพื่อนำไปจุดบูชาพระรัตนตรัยหรือเก็บไว้เป็นมงคลถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
พิธีจะเริ่มตั้งแต่ภาคเช้า ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป คือพระภิกษุสามเณรในอำเภอเวียงสา และคณะศรัทธาสาธุชนจะเตรียมเทียน ดอกไม้ น้ำส้มป้อยหรือน้ำอบน้ำหอมและเตรียมสำรับกับข้าวใส่บิ่นโตไปด้วย เพื่อเตรียมถวายภัตตาหารเพลแต่พระภิกษุสามเณรที่มาร่วมพิธี พระภิกษุสามเณรจะมีการเตรียมบาตรและผ้าอาบน้ำฝนหรือผ้าสบงปูไว้บนโต๊ะและตั้งบาตรบนผ้าอาบน้ำฝน เพื่อรองรับเทียนที่คณะสงฆ์และคณะศรัทธาสาสาธุชนใส่บาตรเทียนโดย มีพระภิกษุสามเณรนำคณะศรัทธาสาธุชน เดินใส่บาตรเทียนเวียนรอบโต๊ะหรือวางบนผ้าอาบน้ำฝน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีใส่บาตรเทียนก็จะกลับเข้าไปภายในพระอุโบสถเพื่อทำพิธีสูมาคารวะ(ขอขมา)หรือทำพิธีสามีจิกรรมต่อพระเถระผู้มีอายุพรรษากาลมากเป็นลำคับไปประเพณีนี้ ถือเป็นประเพณีที่มีแห่งเดียวในประเทศไทยซึ่งอยู่คู่กับชาวอำเภอเวียงสามาเป็นเวลาช้านานเป็นประเพณีที่มีทั้งฝ่ายพระสงฆ์และคฤหัสถ์ใส่บาตรร่วมกัน..ที่อื่นมีปรากฎเฉพาะคฤหัสถ์ใส่บาตรพระอย่างเดียว..จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะช่วยกันรักษาประเพณีนี้ไว้ให้อยู่คู่กับชาวอำเภอเวียงสาตลอดชั่วกาลนาน
ขอบคุณภาพจาก : MGR Online