น่านเปิดอบรม “ทำดี ทำง่าย ให้เลือด” เสริมสร้างเยาวชนจิตอาสา สร้างเครือข่ายผู้บริจาคโลหิตรุ่นใหม่
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมโรงแรมเทวราช ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการอบรม “ทำดี ทำง่าย ให้เลือด” ภายใต้โครงการเครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนเยาวชนไทยให้โลหิต ปีการศึกษา 2569 (ปีที่ 26) โดยมี นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณธีรพล ปริญญากร ผู้จัดการธุรกิจไก่กระทง สระบุรี บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นางอภิวรรณ ขุนเพชร รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน เทคนิคการแพทย์หญิงอุไรวรรณ บุญจันทร์ หัวหน้าภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ผู้แทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน โรงพยาบาลน่าน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน คณะครู นักเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการอบรม
นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า การบริจาคโลหิตเป็นการทำความดีที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถผลิตโลหิตทดแทนได้ ขณะที่ความต้องการใช้โลหิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องปลูกฝังให้เยาวชนตระหนักถึงคุณค่าของการเป็น “ผู้ให้” พร้อมเชิญชวนผู้มีสุขภาพแข็งแรงร่วมบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วย
โครงการ “ทำดี ทำง่าย ให้เลือด” ดำเนินงานโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 26 มีเป้าหมายส่งเสริมให้เยาวชนมีจิตอาสา เป็นแกนนำในการรณรงค์การบริจาคโลหิต และสร้างเครือข่ายผู้บริจาคโลหิตรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน โดยการอบรมครั้งนี้มีครูและนักเรียนจากสถานศึกษาในจังหวัดน่าน 6 แห่ง จำนวน 130 คน เข้าร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของโลหิตและการบริจาคโลหิต ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์โลหิต เทคนิคการประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้บริจาคโลหิต ตลอดจนฝึกปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) เพื่อเพิ่มทักษะในการช่วยเหลือผู้ประสบภาวะฉุกเฉินได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
จังหวัดน่านเชื่อมั่นว่า การปลูกฝังเยาวชนให้มีจิตสาธารณะ รู้จักการเสียสละ และยึดมั่นในบทบาท “ผู้ให้” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และช่วยเสริมความมั่นคงด้านโลหิตของประเทศ ให้มีปริมาณโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้อย่างยั่งยืนในอนาคต