มูลนิธิกสิกรไทย จับมือคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สังกัดมูลนิธิป่อเต็กติ้ง และจังหวัดน่าน ร่วมพัฒนาพืชยาน่าน สู่ระบบวัตถุดิบยามาตรฐานสร้างรายได้ชุมชนควบคู่การฟื้นคืนป่าต้นน้ำ
วันที่ 2 ตุลาคม 2569 นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สังกัดมูลนิธิป่อเต็กติ้ง และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ มูลนิธิกสิกรไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการพัฒนาพืชยาที่มีศักยภาพของจังหวัดน่าน โดยมุ่งเชื่อมโยงทรัพยากรและศักยภาพของพื้นที่เข้ากับองค์ความรู้ด้านการแพทย์ ความต้องการใช้วัตถุดิบพีชยา และ มาตรฐานการผลิตพืชยาทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการ พัฒนาห่วงโซ่พีชยาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีนางเย็นจิตร เตชะดำรงสิน รอง ผู้อำนวยการด้านบริหาร คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว นางนงเยาว์ สารเถื่อนแก้ว ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรน่านปฏิบัติราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา น่านและนายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์นวัตกรรมพฤกษเภสัช (Pharma-agro Innovation Center: PIC) จังหวัดน่าน
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการจากจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่จากพืชยา โดยจังหวัดน่านจะทำหน้าที่ประสานและบูรณาการการดำเนินงานในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย ชุมชน และทรัพยากรของจังหวัด เพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาพืชยาสามารถเกิดขึ้นและขยายผลได้อย่างเป็นระบบ ด้านคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการแพทย์แผนจีนมากกว่า 30 ปี จะนำองค์ความรู้ ความต้องการใช้พืชยา รวมถึงข้อกำหนดด้านคุณภาพและมาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้าน วัตถุดิบยา และสร้างมูลค่ากลับสู่พื้นที่ต้นทาง ในขณะที่มูลนิธิกสิกรไทย โดยสถาบันเค อะโกร-อินโนเวท (KAI) จะสนับสนุนการพัฒนาห่วงโช่พืชยาแบบครบวงจร ตั้งแต่การศึกษาความต้องการของผู้ใช้ การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูก การแปรรูป การวิเคราะห์และสกัดสารสำคัญการพัฒนามาตรฐาน ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาด พร้อมดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพื่อพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมพืชยาใน พื้นที่
นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า สิ่งที่จังหวัดน่านอยากเห็นจากความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปลูกพีชยาได้จำนวนมากขึ้นเท่านั้น แต่คือการที่เกษตรกรสามารถผลิตพืชยาที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีตลาดรองรับ และสร้างรายได้ที่ดีขึ้นได้จริง หากสามารถพัฒนาระบบนี้ได้สำเร็จ จังหวัดน่านยังมีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบของการสร้างห่วงโซ่คุณค่าพืชยา ที่เชื่อมโยงการแพทย์ วิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ เกษตรกรรม ชุมชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเข้า
ด้วยกัน โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับทั้งคนในพื้นที่และผืนป่าน่านอย่างเป็น รูปธรรม
ด้านนายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการใช้พืชยาของคลินิกฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในปี 2568 คลินิกฯ นำเข้ายาสมุนไพรจีน 347 รายการ รวมกว่า 238 ตัน ตัวเลขการนำเข้าพืชยาดังกล่าว ทำให้เราเห็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาพืชยาที่สามารถผลิตได้ในประเทศไทย หากสามารถยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้จริง ก็จะไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบยาให้กับประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย
ขณะที่นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการมูลนิธิกสิกรไทย กล่าวว่า แนวคิดของมูลนิธิฯ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง คือการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนควบคู่ไปกับการฟื้นคืนป่าต้น น้ำน่าน เพราะสำหรับเรา สองเรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจจากพืชยา ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้สูงขึ้นบนพื้นที่เกษตรเดิม ลดแรงกดดันต่อการขยายพื้นที่ทำกินไปพร้อมๆ กับการฟื้นฟูพื้นที่ป่า เพื่อให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาจังหวัดน่านสู่ต้นแบบอุตสาหกรรม พืชยาบนฐานของทรัพยากรและศักยภาพของพื้นที่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้และการยกระดับ คุณภาพและมาตรฐาน เชื่อมโยงการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เข้ากับการสร้างรายได้ของชุมชน พร้อม ขับเคลื่อนการดูแลคนกับป่าไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว